วันที่ 22 สิงหาคม 2562

สมัครสมาชิก
ลืมรหัสผ่าน

ลืมรหัสผ่าน

สมัครงาน คลิกที่นี้
คลีนิคแรงงาน
สมัครสมาชิกกับสภาอุตสาหกรรมฯ
สมัครงานสำหรับนักศึกษา
สมัครงานสำหรับคนพิการ


สมัครงานกับสภาอุตสาหกรรมฯ


smartjob
ตลาดงานคนพิการ
ตลาดอาชีพอิสระคนพิการ
มูลนิธิพัฒนาคนพิการไทย

มติคณะรัฐมนตรี
มติ ครม. วันที่ 15 พ.ย. 54 (ประเด็นที่เกี่ยวข้อง)
  ที่มา / ผู้แต่ง : ครม.
Download ไฟล์ Download ไฟล์
ขนาดไฟล์ :
   วันที่ : อ. 13 ธันวาคม 2554     วันที่นำขึ้นเว็บไซต์ : อ. 13 ธันวาคม 2554

เรื่อง  ผลการประชุมคณะกรรมการเพื่อให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย (กฟย.) ร่วมกับคณะกรรมการเพื่อให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และความเป็นอยู่ของประชาชน (กศอ.) ครั้งที่ 1/2554

 

                   คณะรัฐมนตรีรับทราบและเห็นชอบผลการประชุมคณะกรรมการเพื่อให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย (กฟย.) ร่วมกับคณะกรรมการเพื่อให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และความเป็นอยู่ของประชาชน (กศอ.) ครั้งที่ 1/2554 ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ

 

                   สาระสำคัญของเรื่อง

 

                   กฟย. และ กศอ. ได้มีการประชุมร่วมกันครั้งที่ 1/2554 เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2554 เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุม 501 ชั้น 5 ตึกบัญชาการ ทำเนียบรัฐบาล โดยมีรายละเอียด ดังนี้

 

                   1.  มาตรการเพื่อให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และความเป็นอยู่ของประชาชน

 

                   ฝ่ายเลขานุการฯ ได้เสนอมาตรการเพื่อให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และความเป็นอยู่ของประชาชน ซึ่งเป็นเรื่องที่ กศอ. ได้มีมติเห็นชอบในหลักการไปแล้วเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2554 โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

 

                             1.1  มาตรการบรรเทาผลกระทบจากอุทกภัย และฟื้นฟูภาคอุตสาหกรรม

 

                                      1) กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอกรอบมาตรการบรรเทาผลกระทบจากอุทกภัยและฟื้นฟูภาคอุตสาหกรรม ประกอบด้วย มาตรการความช่วยเหลือต่อภาคอุตสาหกรรมเพื่อบรรเทาความเสียหายในระยะเร่งด่วน และแผนการฟื้นฟูภาคอุตสาหกรรมครอบคลุมมาตรการหลัก 3 กลุ่ม ซึ่งประกอบด้วย (1) มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ (2) มาตรการช่วยเหลือของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ (3) มาตรการช่วยเหลือของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน นอกจากนี้ยังได้เสนอที่ประชุมพิจารณาข้อเสนอโครงการภายใต้แผนงานฟื้นฟูผู้ประกอบการอุตสาหกรรมและการวางระบบการบริหารจัดการในอนาคตของกระทรวงอุตสาหกรรมเพิ่มเติม จำนวน 11 โครงการ วงเงินงบประมาณรวม 7,427.99 ล้านบาท

 

                                      2) กศอ. มีมติรับทราบกรอบมาตรการมาตรการบรรเทาผลกระทบจากอุทกภัยและฟื้นฟูภาคอุตสาหกรรม และเห็นชอบในหลักการของโครงการที่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องดำเนินการ ภายใต้แผนงานฟื้นฟูผู้ประกอบการอุตสาหกรรมและการวางระบบการบริหารจัดการในอนาคตของกระทรวงอุตสาหกรรม จำนวน 4 โครงการ วงเงิน 112.84 ล้านบาท ประกอบด้วย  (1) โครงการจัดตั้งศูนย์พักพิงอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม วงเงิน 50,000,000 บาท  (2) โครงการบริหารจัดการด้านความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และกากอุตสาหกรรมในสถานประกอบการอุตสาหกรรมที่ประสบอุทกภัย วงเงิน 22,000,000 บาท (3) โครงการตรวจสอบคุณภาพน้ำ ดิน และสารปนเปื้อนของสารพิษอุตสาหกรรมในสถานประกอบการทั้งในและนอกนิคม วงเงิน 25,000,000 บาท และ (4) โครงการความช่วยเหลือในการระบายน้ำจากนิคมอุตสาหกรรม วงเงิน 15,840,000 บาท

 

                             1.2  การขออนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 งบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (กรณีอุทกภัย) ครัวเรือนละ 5,000 บาท   (เพิ่มเติมครั้งที่ 3)             

 

                                      1) คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2554 วันที่ 13 กันยายน 2554 และ วันที่ 27 กันยายน 2554 อนุมัติในหลักการใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (กรณีอุทกภัย) ครัวเรือนละ 5,000 บาท ไปแล้วจำนวนทั้งสิ้น   509,127 ครัวเรือน เป็นเงิน 2,545,635,000 บาท ดำเนินการไปแล้วจำนวน 2,282,160,000 บาท คงเหลือ                   263,475,000 บาท

 

                                      2) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย ได้รายงานสถานการณ์สาธารณภัย ณ วันที่ 20 ตุลาคม 2554 โดยมีจังหวัดที่ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (อุทกภัย) จำนวน 62 จังหวัด ซึ่งสถานการณ์อุทกภัยมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นและสร้างความเสียหายแก่ครัวเรือนในพื้นที่ต่าง ๆ เพิ่มขึ้น โดยมีครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบและรอรับความช่วยเหลือเพิ่มจากที่คณะรัฐมนตรีเคยมีมติเห็นชอบไปแล้วจำนวน 2,289,562 ครัวเรือน และเพื่อให้การช่วยเหลือครอบคลุมผู้ประสบภัยที่เพิ่มขึ้นตามระดับความรุนแรงของภัยพิบัติ กระทรวงมหาดไทยจึงเสนอขออนุมัติงบประมาณ รายจ่ายประจำปีงบประมาณ  พ.ศ. 2554 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (กรณีอุทกภัย) ครัวเรือนละ 5,000 บาท (เพิ่มเติมครั้งที่ 3) จำนวนทั้งสิ้น 11,461,010,000 บาท ประกอบด้วย เงินช่วยเหลือครอบครัวละ 5,000 บาท จำนวน  2,289,562 ครัวเรือน เป็นเงิน 11,447,810,000 บาท และค่าใช้จ่ายสนับสนุนการดำเนินงานศูนย์สนับสนุนการอำนวยการและการบริหารสถานการณ์อุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย จำนวน 13,200,000 บาท

 

                                      3) กศอ. มีมติอนุมัติในหลักการใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (กรณีอุทกภัย) ครัวเรือนละ 5,000 บาท (เพิ่มเติมครั้งที่ 3) จำนวน 11,461,010,000 บาท ตามข้อเสนอของกระทรวงมหาดไทย โดยใช้หลักเกณฑ์พิจารณาตามเงื่อนไขที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2554 และมอบหมายให้สำนักงบประมาณพิจารณาในรายละเอียดของงบประมาณตามกรอบวงเงินที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ

 

                   มติที่ประชุม

 

                   1) เห็นชอบในหลักการของโครงการที่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องดำเนินการ ภายใต้แผนงานฟื้นฟูผู้ประกอบการอุตสาหกรรมและการวางระบบการบริหารจัดการในอนาคตของกระทรวงอุตสาหกรรม จำนวน 4 โครงการ วงเงินรวม 112.84 ล้านบาท ได้แก่ (1) โครงการจัดตั้งศูนย์พักพิงอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม (2) โครงการบริหารจัดการด้านความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และกากอุตสาหกรรมในสถานประกอบการอุตสาหกรรมที่ประสบอุทกภัย (3) โครงการตรวจสอบคุณภาพน้ำ ดิน และสารปนเปื้อนของสารพิษอุตสาหกรรมในสถานประกอบการทั้งในและนอกนิคม และ (4) โครงการความช่วยเหลือในการระบายน้ำจากนิคมอุตสาหกรรม และให้นำเสนอคณะรัฐมนตรี พิจารณาต่อไป

 

                   2) เห็นชอบในหลักการใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (กรณีอุทกภัย) ครัวเรือนละ 5,000 บาท (เพิ่มเติมครั้งที่ 3) วงเงินรวม 11,461.01 ล้านบาท ตามข้อเสนอของกระทรวงมหาดไทย โดยใช้หลักเกณฑ์พิจารณาตามเงื่อนไขที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2554 และให้นำเสนอคณะรัฐมนตรี พิจารณาต่อไป

 

                   2.  การขออนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (กรณีอุทกภัย) ครัวเรือนละ 5,000 บาท ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร

 

                   กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เห็นว่าสถานการณ์อุทกภัยฯ ทำให้ประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร ทั้งพื้นที่ที่เคยเกิดอุทกภัยและไม่เคยเกิดอุทกภัยได้รับผลกระทบ และทรัพย์สินได้รับความเสียหายเป็นจำนวนถึง 30 เขต รวม 621,355 ครัวเรือน ดังนั้น เพื่อเป็นการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนผู้ประสบภัยและบำบัดทุกข์ บำรุงสุขในเบื้องต้น จึงควรให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย ครัวเรือนละ 5,000 บาท ในเขตกรุงเทพมหานคร ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการให้ความช่วยเหลือราษฎรผู้ประสบภัยที่มีบ้านเรือนอยู่อาศัย ดังนี้

 

                   1) หลักเกณฑ์ฯ ประกอบด้วยความเสียหายใน 2 กรณี ได้แก่ (1) น้ำท่วมถึงบ้านพักอาศัยโดยฉับพลัน และทรัพย์สินได้รับความเสียหาย และ (2) บ้านพักอาศัยถูกน้ำท่วมขังติดต่อกันไม่น้อยกว่า 7 วัน และทรัพย์สินได้รับความเสียหาย

 

                   2) เงื่อนไข โดยความเสียหายทั้ง 2 กรณีข้างต้น ประกอบด้วยเงื่อนไขได้แก่ (1) ต้องเป็นบ้านเรือนที่อยู่อาศัยประจำในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร และอยู่ในพื้นที่ประกาศภัยพิบัติฉุกเฉิน และมีหนังสือรับรองผู้ประสบภัยที่สำนักงานเขตในสังกัดกรุงเทพมหานครออกให้เท่านั้น และ (2) กรณีที่มีผู้ประสบภัยซ้ำซ้อนทั้ง 2 กรณี ให้ได้รับการช่วยเหลือเพียงกรณีเดียว

 

                   ทั้งนี้ ให้กรุงเทพมหานครเร่งรัดดำเนินการตรวจสอบข้อมูล รับรองความถูกต้อง ตรวจสอบความซ้ำซ้อนของครัวเรือนผู้ประสบภัยให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยครั้งแรก ภายใน 2 สัปดาห์ และให้ช่วยเหลือให้แล้วเสร็จภายใน 45 วัน นับตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ และให้สามารถถัวจ่ายจำนวนครัวเรือนในทุกเขตได้

 

                    มติที่ประชุม

 

                   เห็นชอบหลักการในการดำเนินการช่วยเหลือผู้ประสบภัย ครัวเรือนละ 5,000 บาท ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ โดยใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อจ่ายเงินช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัย ครัวเรือนละ 5,000 บาท ตามข้อมูลครัวเรือนผู้ประสบภัยเบื้องต้น ของกรุงเทพมหานคร จำนวน 30 เขต ในกรอบครัวเรือน จำนวน 621,355 ครัวเรือน จำนวนเงิน 3,106,775,000 (สามพันหนึ่งร้อยหกล้านเจ็ดแสนเจ็ดหมื่นห้าพันบาทถ้วน) โดยที่กรุงเทพมหานคร ต้องมีการตรวจสอบข้อมูล รับรองความถูกต้อง ตรวจสอบความซ้ำซ้อนของครัวเรือนผู้ประสบภัยให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ ครม. เห็นชอบไว้เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2554 ก่อนการจ่ายเงินช่วยเหลือ โดยให้สำนักงบประมาณจัดสรรเงินงบประมาณตรงให้ธนาคารออมสิน เพื่อดำเนินการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในเขตกรุงเทพมหานคร และให้สามารถถัวจ่ายจำนวนครัวเรือนในเขตได้ และให้เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป

 

                    3.  มาตรการสินเชื่อเพื่อพัฒนาระบบป้องกันอุทกภัยโดยธนาคารออมสิน

 

                             1)  กระทรวงการคลัง ได้เสนอมาตรการสินเชื่อเพื่อพัฒนาระบบป้องกันอุทกภัยโดยธนาคารออมสิน ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบในหลักการไปแล้วเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2554

 

                             2)  รายละเอียดโครงการ มีดังนี้

 

วัตถุประสงค์

 

เพื่อใช้ในการจัดทำระบบและโครงสร้างพื้นฐานสำหรับป้องกันอุทกภัย

 

กลุ่มเป้าหมาย

 

การนิคมอุตสาหกรรม (กนอ.) ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรม/เขตอุตสาหกรรม/สวนอุตสาหกรรม

 

วงเงิน

 

15,000 ล้านบาท

 

ระยะเวลาโครงการ

 

7 ปี

 

อัตราดอกเบี้ย

 

ร้อยละ 0.01 ต่อปี ตลอดอายุโครงการ โดยรัฐบาลชดเชยส่วนต่างระหว่างต้นทุนเงินกับอัตราดอกเบี้ยที่เรียกเก็บกับผู้กู้ให้ธนาคารออมสิน

 

คุณสมบัติผู้กู้

 

นิคมอุตสาหกรรม/เขตอุตสาหกรรม/สวนอุตสาหกรรม ที่ได้รับการรับรองจากกระทรวงอุตสาหกรรม

 

วงเงินต่อราย

 

ให้ธนาคารออมสินพิจารณาตามความเหมาะสมของแต่ละโครงการ

 

          โดยรัฐบาลรับภาระในการชดเชยส่วนต่างระหว่างต้นทุนเงินกับอัตราดอกเบี้ยที่เรียกเก็บกับผู้กู้ให้ธนาคารออมสิน (ชดเชยส่วนของต้นทุนเงินของธนาคารฯ) ซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 4.22 ต่อปี หรือคิดเป็นเงินชดเชยตลอด 7 ปี ที่ไม่เกิน 4,431.00 ล้านบาท

 

 

ร้อยละ

 

อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 12 เดือน (สำหรับผู้รับฝากทั่วไปสูงสุดของธนาคารฯ)

 

3.25

 

บวกด้วย ต้นทุนการดำเนินงาน

 

0.98

 

หักด้วย ผลตอบแทนจากอัตราดอกเบี้ยรับ

 

0.01

 

ต้นทุนเงินของธนาคารออมสิน

 

4.22

 

                   มติที่ประชุม

 

                   เห็นชอบมาตรการสินเชื่อเพื่อพัฒนาระบบป้องกันอุทกภัยโดยธนาคารออมสิน และวงเงินงบประมาณชดเชยการดำเนินการไม่เกิน 4,431 ล้านบาท และเห็นควรให้ธนาคารออมสินแยกบัญชีการดำเนินการดังกล่าวออกมาอยู่ในบัญชีธุรกรรมนโยบายรัฐ (Public Service Account: PSA) และให้เพิ่มเติมข้อกำหนดในการอนุมัติสินเชื่อ โดยให้โครงการลงทุนในระบบและโครงสร้างพื้นฐานของระบบป้องกันอุทกภัยที่เข้าร่วมโครงการต้องเป็นไปตามมาตรฐานที่รัฐจะกำหนดขึ้น และให้เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป

 

                   4.  มาตรการให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยด้านฟื้นฟูคุณภาพชีวิต

 

                   1) ประธานคณะกรรมการเพื่อให้การช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยด้านฟื้นฟูคุณภาพชีวิต (กคช.) ได้มีหนังสือคณะกรรมการเพื่อให้การช่วยเหลือ ฟื้นฟูฯ ด่วนที่สุด ที่ พม 0207/9247 ลงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2554 เรื่อง ขอยืนยันแผนงาน/โครงการและงบประมาณในการช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย ต่อประธานคณะกรรมการเพื่อให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย (กฟย.) ตามที่สำนักงบประมาณนำเสนอแผนงาน/โครงการและงบประมาณในการช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย (ด้านสังคม)

 

                   2)  แผนงาน/โครงการด้านฟื้นฟูคุณภาพชีวิต ประกอบด้วย 7 กระทรวง 2 ส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงหรือทบวง มีวงเงินรวม 4,411,844,300 บาท แบ่งเป็น  ระยะที่ 1 วงเงิน 353,636,600 บาท ประกอบด้วย 5 กระทรวง/หน่วยงาน ได้แก่ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงแรงงาน กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงศึกษาธิการ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ ระยะที่ 2 วงเงิน 3,924,907,700 บาท ประกอบด้วย 8 กระทรวง/หน่วยงาน ได้แก่ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงแรงงาน กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กรมประชาสัมพันธ์ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

 

                   มติที่ประชุม

 

                   เห็นชอบในหลักการของแผนงาน/โครงการและงบประมาณในการช่วยเหลือ เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยด้านฟื้นฟูคุณภาพชีวิต ที่คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบในหลักการแล้วเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2554 และสำนักงบประมาณได้พิจารณาในรายละเอียดแล้ว ประกอบด้วย 7 กระทรวง 2 ส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงหรือทบวง รวมวงเงิน 4,411,844,300 บาท โดยเบิกจ่ายจากงบกลางปี 2555 จำนวน 4,146,388,300 บาท และงบประมาณปี 2554 จำนวน 265,460,000 ล้านบาท และให้เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป

 

 

เรื่อง  ผลการประชุมคณะกรรมการเพื่อให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย (กฟย.) ร่วมกับคณะกรรมการเพื่อให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย ด้านโครงสร้างพื้นฐาน (กคฐ.) ครั้งที่ 1/2554

 

                   คณะรัฐมนตรีรับทราบและเห็นชอบผลการประชุมคณะกรรมการเพื่อให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย (กฟย.) ร่วมกับคณะกรรมการเพื่อให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยด้านโครงสร้างพื้นฐาน (กคฐ.) ครั้งที่ 1/2554 ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ

 

                   สาระสำคัญของเรื่อง

 

                   กฟย. และ กคฐ. ได้มีการประชุมร่วมกันครั้งที่ 1/2554 เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2554 เวลา 09.30 น. ณ ห้องประชุม 2 กระทรวงคมนาคม  สรุปสาระสำคัญผลการประชุมได้ดังนี้

 

                   1. โครงการฟื้นฟูท่าอากาศยานดอนเมือง ของ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.)

 

                   ทอท. ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า  ท่าอากาศยานดอนเมืองที่อยู่ในความรับผิดชอบของ ทอท. ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย  ดังนั้น เพื่อเร่งรัดฟื้นฟูให้สามารถกลับมาใช้งานได้ตามเดิมโดยเร็ว จึงได้จัดทำโครงการฟื้นฟูท่าอากาศยานดอนเมือง ใช้งบประมาณเป็นเงิน 935 ล้านบาท ประกอบด้วย

 

                             1) ส่วนที่ 1 การฟื้นฟูทางวิ่ง ทางขับ ระบบสาธารณูปโภค  เครื่องช่วยการเดินอากาศ  และลานจอดอากาศยานฝั่งตะวันออก (ด้านกองทัพอากาศ) ซึ่งในส่วนนี้เป็นเขตพื้นที่เฉพาะ ของทางราชการ โดยจะดำเนินการได้ภายหลังจากระดับน้ำลดและสามารถส่งวัตถุเข้าพื้นที่ก่อสร้างได้  เพื่อให้อากาศยานของส่วนราชการและทางราชการ ตลอดจนการปฏิบัติภารกิจของรัฐบาล  สามารถใช้ประโยชน์จากท่าอากาศยานดอนเมืองได้ตามปกติอย่างมีประสิทธิภาพเช่นเดิม  ระยะเวลาดำเนินการ 60 วัน โดยเสนอขอรับการสนับสนุนงบประมาณแผ่นดินวงเงิน 489.20 บาท

 

                             2) ส่วนที่ 2 การฟื้นฟูอาคารผู้โดยสารหมายเลข 1 (Terminal 1) ทางวิ่งทางขับและลานจอดอากาศยานฝั่งตะวันตก, อาคารสำนักงาน ท่าอากาศยานดอนเมือง , ระบบสาธารณูปโภค ระยะเวลาดำเนินการ 60 วัน  เพื่อให้สามารถเปิดบริการการบินเชิงพาณิชย์ได้อย่างสมบูรณ์เช่นเดิม  ซึ่งจะช่วยบรรเทาความแออัดของปริมาณจราจรทางอากาศ ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ  โดยจะใช้เงินงบประมาณของ ทอท. เอง จำนวน 445.80 ล้านบาท

 

                   มติที่ประชุม เห็นชอบในหลักการ เพื่อเสนอขอรับการสนับสนุนงบประมาณแผ่นดิน วงเงิน 489.20 ล้านบาท  สำหรับดำเนินโครงการฟื้นฟูท่าอากาศยานดอนเมือง ของ ทอท. ในส่วนที่ 1 ดังกล่าวข้างต้น  ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย  และให้เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป

 

                   2. โครงการบูรณะฟื้นฟูเร่งด่วนทางหลวงสายหลัก และโครงข่ายสำคัญที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย ของกรมทางหลวง (ทล.) รวมจำนวน 708 โครงการ (สายทาง) โดยเสนอขอรับการสนับสนุนงบประมาณทั้งสิ้น จำนวน 11,898 ล้านบาท

 

                             1) เหตุผลความจำเป็น

 

                             ทล. ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า สืบเนื่องจากนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินการบูรณะฟื้นฟูเส้นทางสายหลักและโครงข่ายสำคัญที่เชื่อมต่อไปยังภาคเหนือ  และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมถึงโครงข่ายต่อเนื่องให้คืนสู่สภาพเดิม   เพื่อให้ระบบการคมนาคมขนส่งโดยเฉพาะเส้นทางสายหลักที่สำคัญ ระบบโลจิสติกส์ เส้นทางที่เชื่อมต่อไปยังการขนส่งรูปแบบอื่นได้รับการซ่อมแซมกลับสู่สภาวะปกติโดยเร็ว

 

                             2) พื้นที่ดำเนินการ

 

                             ดำเนินการบูรณะฟื้นฟูทางหลวงที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยในทุกเส้นทางตามลักษณะระดับความรุนแรง และปริมาณความเสียหายที่เกิดขึ้น  แบ่งเป็น

 

                                      2.1) ทางหลวงสายหลักและโครงข่ายที่สำคัญในพื้นที่สำนักทางหลวงที่ 9 (ลพบุรี) สำนักทางหลวงที่ 10 (สุพรรณบุรี) และสำนักทางหลวงที่ 11 (กรุงเทพ) จำนวน 21 สายทาง 31 โครงการ

 

                                      2.2) โครงข่ายทางหลวงต่อเนื่องจากทางหลวงสายหลักและโครงสำคัญตามข้อ 2.1) ในพื้นที่ทั่วประเทศจำนวน 677 โครงการ

 

                             3) ระยะเวลาดำเนินการและงบประมาณ

 

                                      3.1) บูรณะฟื้นฟูเร่งด่วนทางหลวงสายหลักและโครงข่ายที่สำคัญแผนงานตามข้อ 2.1) ระยะเวลาไม่เกิน 3 เดือน  (ธันวาคม 2554- กุมภาพันธ์ 2555) จำนวน 21 สายทาง รวม 31 โครงการ งบประมาณรวมทั้งสิ้น 1,879.851 ล้านบาท

 

                                      3.2) การบูรณะฟื้นฟูคืนสู่สภาพอย่างยั่งยืนโครงข่ายต่อเนื่อง ตามข้อ 2.2)  ระยะเวลาไม่เกิน 9 เดือน (ธันวาคม 2554 – สิงหาคม 2555) จำนวน 677 โครงการ งบประมาณรวมทั้งสิ้น 10,019.220 ล้านบาท
                   มติที่ประชุม เห็นชอบในหลักการ เพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณแผ่นดิน วงเงิน
11,898 ล้านบาท สำหรับดำเนินงานโครงการบูรณะฟื้นฟูเร่งด่วนทางหลวงสายหลัก และโครงข่ายสำคัญที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย ของ ทล. จำนวน 708 โครงการ (สายทาง) ดังกล่าวข้างต้น และให้เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป

 

                   3. โครงการฟื้นฟูทางหลวงชนบทอันเนื่องมาจากเหตุอุทกภัยของกรมทางหลวงชนบท (ทช.) รวมจำนวน 549 สายทาง โดยขอรับการสนับสนุนงบประมาณรวมทั้งสิ้นจำนวน 4,594.30 ล้านบาท

 

                       1) เหตุผลความจำเป็น

 

                           สืบเนื่องจากวิกฤตน้ำท่วม ทำให้เส้นทางคมนาคมประสบภัย ชำรุดเสียหาย ส่งผลให้การคมนาคมล่าช้า อาจมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเร่งฟื้นฟูเส้นทางให้กลับคืนสู่สภาพเดิม

 

                       2) จำนวนสายทาง ระยะเวลาดำเนินงาน และงบประมาณ

 

                           2.1) เส้นทางหลักที่สนับสนุนการขนส่ง Logistics และเส้นทางเข้านิคมอุตสาหกรรม ซึ่งได้รับผลกระทบจากอุทกภัย จำนวน 4 สายทาง วงเงิน 78 ล้านบาท

 

                           2.2) เส้นทางสายรองที่ได้รับผลกระทบอุทกภัย จำนวน 545 สายทาง วงเงิน 4,516.30 ล้านบาท

 

                           2.3) ระยะเวลาดำเนินงาน ภายใน 10 เดือน หลังจากน้ำลดและสามารถเข้าพื้นที่ได้

 

                   มติที่ประชุม เห็นชอบในหลักการ เพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณแผ่นดิน วงเงิน 4,594.30 ล้านบาท สำหรับดำเนินงานโครงการฟื้นฟูทางหลวงชนบทอันเนื่องมาจากเหตุอุทกภัยของ ทช. จำนวน 549 สายทาง ดังกล่าวข้างต้น และให้เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป

 

                   4. แผนงาน/โครงการฟื้นฟู เยียวยา ด้านสถานศึกษาซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 รวมจำนวนสถานศึกษาที่ได้รับความเสียหาย 790 แห่ง โดยขอรับการสนับสนุนงบประมาณรวมทั้งสิ้น จำนวน 956.29 ล้านบาท

 

                       1) เหตุผลความจำเป็น

 

                          หน่วยงานที่มีสถานศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการดำเนินการสำรวจและตรวจสอบความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐาน อาคาร สิ่งปลูกสร้าง และส่วนประกอบการเรียนการสอนที่จำเป็น โดยให้เน้นไปที่สถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบจริง ในจังหวัดที่ประกาศเป็นเขตประสบภัยพิบัติอุทกภัยที่ระดับน้ำลดลงแล้ว เพื่อให้ทันต่อการจัดการเรียนการสอนก่อนเปิดภาคเรียนใหม่ ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2554

 

                       2) พื้นที่ดำเนินการ

 

                          พื้นที่ในเขตจังหวัดซึ่งประกาศให้เป็นเขตประสบภัยพิบัติ โดยมีสถานศึกษาในความรับผิดชอบของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการตั้งอยู่ และได้รับความเสียหายจากสถานการณ์อุทกภัย

 

                       3) แผนงาน/โครงการและงบประมาณ

 

                           3.1) แผนงาน/โครงการ มาตรการฟื้นฟูสถานศึกษา และครุภัณฑ์สื่อการเรียนการสอน นำเสนอ ครั้งที่ 1 วงเงิน 177.35 ล้านบาท

 

                          3.2) แผนงาน/โครงการ มาตรการฟื้นฟูสถานศึกษา และครุภัณฑ์สื่อการเรียนการสอน นำเสนอ ครั้งที่ 2 วงเงิน 778.94 ล้านบาท

 

                       มติที่ประชุม เห็นชอบในหลักการ เพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณแผ่นดิน วงเงิน 956.29 ล้านบาท สำหรับดำเนินงานแผนงาน/โครงการฟื้นฟู เยียวยาด้านสถานศึกษาซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ดังกล่าวข้างต้น และให้เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป

 

 

เรื่อง    สรุปสถานการณ์อุทกภัย ณ วันที่ 14 พฤศจิกายน 2554

 

                   คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์สรุปสถานการณ์อุทกภัย ณ วันที่ 14 พฤศจิกายน 2554 ประกอบด้วย สถานการณ์ภัยพิบัติด้านการเกษตร การช่วยเหลือด้านการเกษตร สถานการณ์น้ำ สรุปได้ดังนี้

 

               พื้นที่ประสบอุทกภัย 68 จังหวัด   ปัจจุบันยังคงมีสถานการณ์อุทกภัย ในพื้นที่ 29 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดพิษณุโลก พิจิตร กำแพงเพชร เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา นครปฐม ลพบุรี สระบุรี ปทุมธานี นนทบุรี กรุงเทพฯ นครราชสีมา กาฬสินธุ์ ขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ยโสธร อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ นครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา

 

               ผลกระทบด้านการเกษตร (ช่วงภัยตั้งแต่ วันที่ 1 พฤษภาคม – ปัจจุบัน 2554)

 

               ณ วันที่ 11 พฤศจิกายน 2554

 

               ผลกระทบด้านพืช  เกษตรกร 1,131,109 ราย  พื้นที่การเกษตรคาดว่าจะเสียหาย 11.20 ล้านไร่ แบ่งเป็น ข้าว 9.18 ล้านไร่ พืชไร่ 1.51 ล้านไร่ พืชสวนและอื่นๆ 0.51 ล้านไร่

 

               ผลกระทบด้านประมง  เกษตรกร 125,055 ราย พื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำคาดว่าจะเสียหาย แบ่งเป็น บ่อปลา 204,191 ไร่  บ่อกุ้ง/ปู/หอย 33,262 ไร่  กระชัง/บ่อซีเมนต์ 203,861 ตารางเมตร

 

               ผลกระทบด้านปศุสัตว์  เกษตรกร 214,028 ราย สัตว์ได้รับผลกระทบ 28.74 ล้านตัว

 

               สรุปความก้าวหน้าการช่วยเหลือ ดังนี้  1) ส่งเอกสารเพื่อขออนุมัติงบประมาณจากสำนักงบประมาณ เกษตรกร 413,910 ราย วงเงิน 7,861.80 ล้านบาท 2) สำนักงบประมาณอนุมัติงบประมาณให้ธกส. เกษตรกร 185,550 ราย วงเงิน 4,391.648 ล้านบาท 3) ธกส. โอนเงินให้เกษตรกรแล้ว เกษตรกร 117,052 ราย วงเงิน 3,251.62 ล้านบาท

 

               การดำเนินการช่วยเหลือด้านอื่นๆ ณ วันที่ 14 พฤศจิกายน 2554

 

               1 สนับสนุนเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ จำนวน 1,094 เครื่องในพื้นที่ 46 จังหวัด 

 

                2 การผลิตและใช้น้ำหมัก ในพื้นที่ 24 จังหวัด ปริมาณที่ผลิต จำนวน 4.37 ล้านลิตร  ปริมาณที่ใช้ จำนวน 3.69 ล้านลิตร

 

               3. สนับสนุนด้านปศุสัตว์ ได้แก่ พืชอาหารสัตว์ จำนวน 4,437 ตัน ดูแลสุขภาพสัตว์ จำนวน 2.01 ล้านตัว แร่ธาตุและเวชภัณฑ์ จำนวน 14,935 ชุด

 

               4. การอพยพสัตว์(สุนัข แมว กระต่าย นก ฯลฯ) ประมาณ 5,461 ตัว โดยเคลื่อนย้ายไปอยู่ศูนย์พักพิงสัตว์ 4 แห่ง

 

               5. มาตรการผ่อนปรนการเคลื่อนย้ายสัตว์ให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการที่ประสบอุทกภัย เพื่ออำนวยความสะดวกและรวดเร็วในการเคลื่อนย้ายสัตว์ให้พ้นจากน้ำท่วม เพื่อลดความสูญเสีย ทั้งนี้ เมื่อเจ้าหน้าที่เห็นว่าปลอดภัยตามเงื่อนไขของการควบคุมโรคแล้วจึงอนุญาตให้ใบอนุญาตเคลื่อนย้ายสัตว์พร้อมใบอนุญาตฯ(ร.4)

 

               6. กรมประมง จัดส่งเรือยนต์ตรวจการและเรือท้องแบน จำนวน 64 ลำ รถยนต์ 48 คัน เจ้าหน้าที่ 247 คน ปฏิบัติงานในพื้นที่ประสบอุทกภัย  ได้แก่ ออกตรวจพื้นที่ ขนย้ายประชาชน แจกอาหาร ลำเลียงผู้ป่วย การจับและขนย้ายจระเข้(45 ตัว)

 

               สถานการณ์น้ำ ณ วันที่ 14 พฤศจิกายน 2554

 

               อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง (400 แห่ง) มีปริมาณน้ำทั้งหมด 68,580 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 93 มากกว่าปี 2553 จำนวน 12,621 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 17 สามารถรับน้ำได้อีก 5,537 ล้านลูกบาศก์เมตร

 

               อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ (33 แห่ง) มีปริมาณน้ำทั้งหมด 64,984 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 93 มากกว่าปี 2553 จำนวน 12,613 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 18 สามารถรับน้ำได้อีก 5,173 ล้านลูกบาศก์เมตร

 

               อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่อยู่ในเกณฑ์น้ำ มากกว่าร้อยละ 80 จำนวน 28 อ่างฯ ได้แก่ ภูมิพล สิริกิติ์ แม่งัดฯ แม่กวงฯ กิ่วลม กิ่วคอหมา แควน้อยฯ น้ำอูน น้ำพุง จุฬาภรณ์ อุบลรัตน์ ลำปาว ลำตะคอง ลำพระเพลิง มูลบน ลำแซะ ลำนางรอง สิรินธร ป่าสักฯ ทับเสลา กระเสียว ศรีนครินทร์ วชิราลงกรณ์ ขุนด่านฯ คลองสียัด บางพระ หนองปลาไหล ประแสร์

 

               อ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล สิริกิติ์ แควน้อยฯ และป่าสักฯ มีปริมาณน้ำทั้งหมด 24,762 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 100

 

 

เรื่อง    รายงานผลการดำเนินงาน ป้องกันและฟื้นฟูนิคมอุตสาหกรรม เขตประกอบการอุตสาหกรรม และสวนอุตสาหกรรม

 

                   คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานผลการดำเนินงาน ป้องกันและฟื้นฟูนิคมอุตสาหกรรม เขตประกอบการอุตสาหกรรม และสวนอุตสาหกรรม ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ  ดังนี้

 

  ตามที่ได้เกิดอุทกภัยในพื้นที่นิคม/ เขตประกอบการ/ สวนอุตสาหกรรม 7 แห่งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และจังหวัดปทุมธานี ตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคม 2554 และลุกลามขยายไปยังพื้นที่อื่นๆ ซึ่งเป็นแหล่งอุตสาหกรรมสำคัญ

 

กระทรวงอุตสาหกรรมตระหนักถึงความเสียหายที่ได้เกิดขึ้นในบางพื้นที่ และมีความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นในพื้นที่อื่นๆ จึงได้ดำเนินการฟื้นฟูพื้นที่ประสบอุทกภัยให้กลับคืนมาทำการผลิตอย่างปกติโดยเร็ว รวมทั้งป้องกันพื้นที่ที่มีความเสี่ยงให้รอดพ้นจากการเกิดอุทกภัย

 

กระทรวงอุตสาหกรรม รายงานผลการดำเนินงานในเรื่องข้างต้น ดังต่อไปนี้

 

1.    การฟื้นฟูนิคม/เขตประกอบการ/สวนอุตสาหกรรมที่ประสบอุทกภัย

 

กระทรวงอุตสาหกรรม โดยคณะทำงานฟื้นฟูนิคมอุตสาหกรรม เขตประกอบการอุตสาหกรรมและสวน

 

อุตสาหกรรม ได้ประชุมร่วมกับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและผู้พัฒนานิคม ในการจัดทำแผนฟื้นฟูนิคม/เขตประกอบการ/สวนอุตสาหกรรม ที่ประสบอุทกภัยแล้วรวม 7 แห่ง ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมสหรัตนนคร นิคมอุตสาหกรรมไฮเทค นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน เขตประกอบการอุตสาหกรรมโรจนะ เขตประกอบการอุตสาหกรรมแฟ็คตอรี่แลนด์ สวนอุตสาหกรรมนวนคร และสวนอุตสาหกรรมบางกะดี ซึ่งภาพรวมของแผนการฟื้นฟู ประกอบไปด้วย  งานสูบน้ำ  งานทำความสะอาดพื้นที่นิคมและโรงงาน  งานซ่อมแซมอาคาร/สิ่งปลูกสร้าง  งานฟื้นฟูสาธารณูปโภค (น้ำประปา,ไฟฟ้า)  งานรื้อถอนและขนย้ายเครื่องจักร  งานติดตั้งเครื่องจักรใหม่  งานฟื้นฟูซ่อมแซมเครื่องจักร

 

ปัจจุบันนิคม/เขตประกอบการ/สวนอุตสาหกรรมแต่ละแห่งอยู่ในขั้นตอนแรกของการดำเนินงานซ่อมคัน

 

ดินและสูบน้ำออกโดยเริ่มดำเนินงานสูบน้ำแล้ว 3 แห่ง ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมไฮเทค นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน และเขตประกอบการอุตสาหกรรมโรจนะ ซึ่งเริ่มมีการสูบน้ำตั้งแต่วันที่ 7 – 8 พฤศจิกายน 2554 จะใช้เวลาสูบน้ำประมาณ 20 – 30 วัน และคาดว่าจะสามารถสูบน้ำออกจากสถานประกอบการที่ประสบอุทกภัยได้ทั้งหมด 7 แห่ง ภายในเดือนธันวาคม 2554

 

                   สำหรับปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงานการฟื้นฟูสถานประกอบการที่ประสบอุทกภัยมี  ดังนี้

 

                   1. ปัญหาการจัดหาเครื่องสูบน้ำได้ไม่เพียงพอต่อการดำเนินงาน ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมได้ประสานหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน รวบรวมเครื่องสูบน้ำมาช่วยในการสูบน้ำ แต่ก็ยังหาได้ไม่ครบทำให้แผนการดำเนินงานอาจล่าช้าออกไป

 

                   2.  ปัญหามวลชนรอบนิคม/เขตอุตสาหกรรม/สวนอุตสาหกรรม ที่อาจจะได้รับผลกระทบจากการสูบน้ำออก ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมได้เร่งทำความเข้าใจและกำชับให้ผู้ปฏิบัติงานดำเนินงานด้วยความระมัดระวัง

 

                   3.  ปัญหานิคม/เขตอุตสาหกรรม/สวนอุตสาหกรรม ที่ประสบอุทกภัยบางแห่งขาดแรงงานในขั้นตอนการซ่อมคันดินก่อนสูบน้ำและการทำความสะอาดในขั้นตอนหลังสูบน้ำออกหมดแล้ว ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมเห็นควรขอกำลังพลจากกองทัพเข้ามาช่วยเหลือดำเนินงาน

 

2.    การป้องกันนิคมอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงจะประสบอุทกภัย

 

กระทรวงอุตสาหกรรม ได้มอบหมายให้คณะทำงานป้องกันและลดผลกระทบจากอุทกภัยใน

 

นิคมอุตสาหกรรม ดำเนินการป้องกันด้วยมาตรการต่างๆ โดยทุ่มเทสรรพกำลังจากทุกหน่วยงาน เพื่อรักษานิคมอุตสาหกรรม ๘ แห่ง ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมบางชัน นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง นิคมอุตสาหกรรมอัญธานี นิคมอุตสาหกรรมบางพลี นิคมอุตสาหกรรมบางปู   นิคมอุตสาหกรรมเวลโกล์ว นิคมอุตสาหกรรมสินสาคร และนิคมอุตสาหกรรมสมุทรสาคร มิให้ถูกน้ำท่วมเสียหายเพิ่มเติมอีก เพราะถือว่าเป็นการป้องกันไว้ซึ่งฐานการผลิตที่สำคัญของประเทศ และปกป้องเศรษฐกิจในภาพรวม

 

                     มาตรการในเชิงป้องกันของนิคมฯ ที่สำคัญๆ ได้แก่ การเสริมความสูงของพนังกั้นน้ำ เขื่อนหรือคันดิน พร้อมกับการตรวจตราความแข็งแรงของพนังกั้นน้ำอย่างใกล้ชิด  การจัดหา เครื่องสูบน้ำและเครื่องจักรหนัก การขุดลอกคูคลองและการกำจัดเศษขยะเพื่อให้น้ำระบายได้สะดวกและรวดเร็วขึ้น การย้ายและจัดเก็บสารเคมีอันตรายไว้ในที่ปลอดภัย การจัดเวรยามเฝ้าระวังความสูงของน้ำและสภาพของคันดิน  การทำความเข้าใจกับชุมชน และการเตรียมแผนอพยพ เป็นต้น และให้รายงานความคืบหน้าของการดำเนินการทุกวัน

 

ปัจจุบันมาตรการป้องกันสำหรับนิคมฯ ต่างๆ ยังสามารถป้องกันน้ำท่วมได้ ทั้งนี้ได้รับการสนับสนุนด้าน

 

กำลังคนและเครื่องจักรหนักในการกู้ภัยจากกระทรวงกลาโหมเป็นอย่างดี

 

3.    การตรวจสอบและเฝ้าระวังคุณภาพสิ่งแวดล้อมจากการระบายน้ำในพื้นที่ท่วมขังภายในพื้นที่นิคม/เขต

 

ประกอบการ/สวนอุตสาหกรรม

 

                     เพื่อให้ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณภายนอกนิคม/เขตประกอบการ/สวนอุตสาหกรรม มีความมั่นใจว่าน้ำที่สูบออกไปจะไม่ทำให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงสาธารณสุข ได้บูรณาการการทำงานเกี่ยวกับการตรวจสอบและเฝ้าระวังคุณภาพสิ่งแวดล้อมจากการระบายน้ำในพื้นที่ท่วมขังภายในนิคม/เขตประกอบการ/สวนอุตสาหกรรม โดยมีแนวทางการทำงานดังนี้

 

    3.1  ตรวจสอบคุณภาพน้ำตั้งแต่ระยะที่น้ำภายในและภายนอกนิคมอยู่ในระดับเดียวกันจนกระทั่งน้ำแห้ง

 

โดยตรวจสอบเป็นระยะๆ ต่อเนื่อง

 

    3.2  กรณีที่ตรวจพบว่าคุณภาพน้ำไม่เป็นไปตามมาตรฐานคุณภาพการระบายน้ำทิ้งจากโรงงาน

 

อุตสาหกรรม จะต้องหยุดสูบน้ำออกชั่วคราว จนกว่าจะได้มีการปรับปรุงคุณภาพน้ำให้เป็นไปตามมาตรฐานจึงจะดำเนินการสูบน้ำต่อได้

 

      3.3  ดำเนินการบำบัดและฟื้นฟูคุณภาพน้ำให้ได้ตามมาตรฐาน โดยการบำบัด ณ บริเวณที่ตรวจพบ

 

      3.4  ดำเนินการตรวจสอบและเฝ้าระวังคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่องในระหว่างที่มีการสูบน้ำ

 

      3.5  หากพบถังสารเคมี จะตรวจวิเคราะห์และจำแนกความเป็นอันตรายของสารเคมี และดำเนินการเก็บ

 

รวบรวมไว้ในที่ปลอดภัย

 

3.6     เมื่อระดับน้ำลดลงจนเหลือระดับ 30 เซนติเมตรจากระดับพื้นหรือจนถึงระดับตะกอนดินจะต้องหยุด

 

ทำการสูบน้ำ และทำการตรวจสอบคุณสมบัติของตะกอนว่าเข้าข่ายเป็นของเสียอันตรายตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 หรือไม่ หากเข้าข่ายจะต้องดำเนินการเก็บรวบรวมและนำไปบำบัดนอกพื้นที่โดยผู้ได้รับการอนุญาตจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม กรณีไม่เข้าข่ายจะต้องขออนุญาตกรมโรงงานอุตสาหกรรมหรือการนิคมอุตสาหกรรมก่อนนำออกนอกพื้นที่

 

                     การดำเนินงานข้างต้น จะมีการเก็บตัวอย่างน้ำร่วมกัน รวมทั้งมีกระบวนการสื่อสาร และประชาสัมพันธ์ความเสี่ยงต่อชุมชนให้เกิดความเข้าใจ นอกจากนี้กระทรวงสาธารณสุขจะดำเนินการเฝ้าระวังผลกระทบทางด้านสุขภาพของชุมชันอย่างต่อเนื่องด้วย

 

 

เรื่อง  คำสั่งแต่งตั้งกรรมการในคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) และคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) และเลขาธิการคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ

 

                   คณะรัฐมนตรีรับทราบคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 252/2554 เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการในคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) ดังนี้

 

                   โดยที่ข้อ 3 แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. 2554 กำหนดให้มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) ตามที่นายกรัฐมนตรีจะมีคำสั่งแต่งตั้งต่อไป 

 

                   นายกรัฐมนตรีจึงแต่งตั้งกรรมการในคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) ดังต่อไปนี้

 

                   นายวีรพงษ์  รามางกูร ประธานกรรมการ รองนายกรัฐมนตรี (นายยงยุทธ  วิชัยดิษฐ) รองประธานกรรมการ รองนายกรัฐมนตรี (นายกิตติรัตน์  ณ ระนอง) รองประธานกรรมการ  กรรมการประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายพันศักดิ์  วิญญรัตน์ นายกิจจา  ผลภาษี นายประเสริฐ  บุญสัมพันธ์ นายวิษณุ  เครืองาม นายศุภวุฒิ  สายเชื้อ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประธานสมาคมธนาคารไทย  โดยมีเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นกรรมการและเลขานุการ

 

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2554 เป็นต้นไป

 

                   คณะรัฐมนตรีรับทราบคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 253/2554 เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการในคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) ดังนี้

 

                   โดยที่ข้อ 4 แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2554 กำหนดให้มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.)  ตามที่นายกรัฐมนตรีจะมีคำสั่งแต่งตั้งต่อไป 

 

                   นายกรัฐมนตรีจึงแต่งตั้งกรรมการในคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) ดังต่อไปนี้

 

                   นายสุเมธ ตันติเวชกุล ที่ปรึกษา นายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมาย ประธานกรรมการ  กรรมการประกอบด้วย นายกิจจา ผลภาษี นายชูเกียรติ  ทรัพย์ไพศาล นายธีระ วงศ์สมุทร นายนิพัทธ  พุกกะณะสุต นายปราโมทย์  ไม้กลัด นายปลอดประสพ  สุรัสวดี นายปีติพงศ์  พึ่งบุญ ณ อยุธยา นายรอยล จิตรดอน นายรัชทิน  ศยามานนท์ นายศรีสุข  จันทรางศุ นายสนิท อักษรแก้ว นายสมบัติ  อยู่เมือง นายสมิทธ  ธรรมสโรช นายอัชพร  จารุจินดา นายอำพน กิตติอำพน โดยมีเลขาธิการคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นกรรมการและเลขานุการร่วม อธิบดีกรมชลประทาน อธิบดีกรม  โยธาธิการและผังเมือง นายสุพจน์  โตวิจักษณ์ชัยกุล นายเสรี  ศุภราทิตย์ และนายอานนท์  สนิทวงศ์ ณ อยุธยา เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

 

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2554 เป็นต้นไป

 

                   คณะรัฐมนตรีรับทราบคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 254/2554 เรื่องการแต่งตั้งเลขาธิการคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ดังนี้

 

                   โดยที่ข้อ 9 แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2554 เรื่อง ให้มีเลขาธิการ กยน. ซึ่งเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญตามที่นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งมีอำนาจหน้าที่บังคับบัญชาเจ้าหน้าที่และลูกจ้างของ ส.กยน. และรับผิดชอบในการปฏิบัติของ ส.กยน. โดยขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี

 

                   นายกรัฐมนตรีจึงแต่งตั้งให้นายวิเชียร ชวลิต ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ ปฏิบัติหน้าที่เป็นเลขาธิการคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ

 

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2554 เป็นต้นไป

 

 

 

 
wordpress visitor counter
Copyright © 2008. The Federation of Thai Industries
porno izle sitesi isim degisikligine ugrayarak yayin hayatina devam etmektedir iceriginde cok guzel videolar var. sex hikaye erotik hikaye sex hikayeler en kaliteli turkiyenin en basta gelen porno porno izle internette gezerken cok guzel bir turk porno sitesine rastladim gayet zevkli azdirici videolar var porno porno sikis rokettube Sex izle porno
rokettube